วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
Handy Woman
ฉันภูมิใจกับตู้ใหม่จัง...
ยัง ยัง ของยังไม่มาสุ่ง ตู้ใหม่นี่ใหม่จริงๆ ใหม่วันนี้ ซื้อวันนี้ ประกอบวันนี้ โดยคนๆ เดียวกัน
ใครล่ะ
ก็ฉันนะสิ!!
ฉันเคยซื้อแต่กล่องสำเร็จรูปมาต่อกันเป็นตู้ แล้วก็เคยพ่นสีชั้นวางรองเท้า หรืออาจจะเอาน๊อตใส่ชั้นสแตนเลสวางของกระจุกกระจิก แต่ไม่เคย ไม่เคยต่อตู้ที่มีลิ้นชักด้วยตัวเอง
ตู้ใบนี้ถูกใจจริงๆ ตั้งแต่แรกเห็น เป็นตู้ใบเดียวที่เป็นสีโอ๊คเข้มและมีบานประตูและลิ้นชักขาว ตู้ใบอื่นๆ เป็นสีไม้เนื้ออ่อนทั้งหมด แล้วก็ตู้ที่ว่ามีแค่สองตู้ ตู้ที่ประกอบแล้วกับยังไม่ได้ประกอบ ฉันก็ได้ตู้นั้นมาในราคา 1,590 บาท ทั้งถูกใจและถูกเงิน
แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่สร้างความสุขให้กับฉันเท่ากับเวลาตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสามทุ่มที่ทุ่มเทต่อตู้ที่ว่า จนอยากจะเบี้ยวนัดไปคาราโอเกะกับพี่คนสวยใจดี
คือว่า...
ของที่ราคาประหยัด ก็อาจมีเจาะรูขาด เจาะไม่ตรงบ้าง อันนี้พอทำใจได้ โชคดีที่ฉันซื้อสกรูไฟฟ้าแบบใส่ถ่านเอาไว้ติดโน่นติดนี่เล็กๆ น้อยๆ ก็เลยได้เจาะได้ทุบกันพอเหงื่อท่วมตัว
เริ่มต้นจากฐานที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมและมีไม้อีกแผ่นยึดตรงกลาง พอประกอบเสร็จแล้วก็หน้าตาเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมสองอันติดกัน ดูมันง่ายๆ และตู้น๊อคดาวน์ก็น่าจะใส่ๆ หมุนๆ แค่ต้องออกแรงหน่อย แต่หาใช่ไม่ อันนี้ดิฉันเช็คแล้วเช็คอีก รูมันถูกเจาะผิดที่อะ ทำไงล่ะทีนี้ เอาวะ ค่อยๆ เจาะไป เอาอันใหญ่เจาะ เจาะไม่เข้า สลับเป็นอันเล็ก เออ ดูเข้าท่าหน่อย แล้วฉันก็เจาะแบบคว้านๆ หมุนไปรอบๆ ให้รูมันใหญ่ขึ้น จากนั้นก็ตามด้วยสกรูอันใหญ่ เจาะเป่า เจาะเป่า อยู่สามสี่ครั้ง เศษขี้เลื่อยที่หลุดออกมาก็ทำห้องเลอะอีกตามเคย แต่ฉันก็ประกอบฐานเสร็จในที่สุด
คราวนี้ก็ต้องยึดกับพื้นตู้ คือประมาณว่าเขาให้ต่อจากก้นแล้วก็เอาก้นที่ยึดกับพื้นตู้มาต่อกับตู้ที่คว่ำหน้าอยู่อีกทีหนึ่ง ขัดน๊อตเสร็จเรียบร้อย มาดูขั้นต่อไป อ้าว ฉันลืมเอาผนังตู้ปิด กลายเป็นตู้กลวงโบ๋ ทำไงล่ะ คลายสกรู เอาพื้นตู้ออก เสียบผนังตู้ไปในร่องที่เซาะไว้แล้ว จากนั้นก็ปิดกลับเหมือนเดิม คราวนี้ประกอบลิ้นชัก ง่ายแล้ว มันก็เหมือนๆ กับตู้นั่นแหละแต่เล็กกว่า เริ่มคล่อง แล้วลิ้นชักสองอันก็เสร็จเรียบร้อย
ตอนนี้ต้องใช้แรง พลิกตู้กลับให้ก้นอยู่ติดพื้น เอาลิ้นชักที่ติดรางล้อสอดเข้าไปในช่องล้อเลื่อนตามคู่ของมัน เสร็จไปครึ่งตู้ อีกฝั่งเป็นตู้บานเปิด ข้างในมีไม้ขั้นเป็นสองชั้น น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ฉันก็เสียบหมุดสี่จุดก่อนที่จะสอดแผ่นไม้เข้าไป อ้าว เข้าไปได้อะ ด้านหน้าตู้ตรงกลางมีไม้ยื่นมาทำให้สอดไม้ที่แบ่งชั้นเข้าไปไม่ได้ ทำไงละทีนี้ ถอดสกรูออก มันต้องเอาออกทั้งฝาบนเลยอะ ก็โอเค ยังไงก็ต้องทำ สอดไม้ไปแล้วก็ปิดฝาบนอีกครั้ง คราวนี้จุดสุดท้าย ประตูตู้ มีจุดยึดสองจุด เห็นมีปั้มเป็นรูกลมๆ อยู่สองรู พอดีกับบานพับตู้เลย ใส่ลงไปพอดี แต่มันต้องขันน๊อตด้วยน่ะ คราวนี้ ไม่มีจุดอะไรให้เลย ฉันต้องเจาะบนไม้เนื้อแข็งเอาวะ ทำแบบเดิม นิ้วเจ็บแล้วนะเนี่ย ฆ้อนก็ทุบไปหลายจุดให้ตัวยึดมันตอกลงไปในเนื้อไม้ให้มิด
โชคดีที่ไม่ได้แข็งอย่างที่คิด และก็นับเป็นบุญของฉันอย่างยิ่งที่ซื้อสกรูไฟฟ้านี้มา ไม่แค่นั้น ด้วยความที่ชอบสำรองอะไรเอาไว้ไม่ให้ขาด ฉันก็มีถ่าน AA 4 ก้อนสำหรับเปลี่ยนถ่านเก่าที่ใกล้จะหมดแล้ว บานพับที่ต้องเจาะรูและไขให้แน่น ไม่เช่นนั้น ฝาตู้จะเบี้ยวลง ฉันก็ขันแล้วขันอีกทั้งที่ตัวตู้และที่ฝา เล่นซะสกรูไฟฟ้าไขไม่ไป ต้องใช้แรงหญิงเหล็กคนนี้เนี่ยแหละ
ตู้สำเร็จเสร็จสิ้นสมใจ
ระหว่างนั้นมีคนโทรหาสองราย นิสัยชั่วร้าย กะจะเบี้ยวเต็มที่ พอถามว่าสามทุ่มแล้วอยู่ที่ไหน ยังจะไปรึเปล่า ได้คำตอบว่า ไปแหะ โอ ด้วยความขี้เกียจสุดฤทธิ์ แต่ไปทั้งๆ อย่างงี้ไม่ได้แน่ ขี้เลื่อยเปื้อนเต็ม แถมหน้ายังกะทาน้ำมันมา
โอเค เจอกันสี่ทุ่ม ขออาบน้ำ ทำความสะอาดห้องและจัดตู้เข้าที่ก่อน
แล้วฉันก็เนรมิตตัวเอง (เหมือนๆ กับที่จัดการกับแผ่นไม้จนประกอบเป็นตู้นั่นแหละ ไม่มีใครทำให้ก็ต้องทำเองเนอะ เอ พูดเหมือนน้อยใจนา) วันนี้วันอาทิตย์ต้องชุดแดงสายเดี่ยวประดับด้วยลูกไม้เป็นเส้นสีดำเป็นแผงยาวรอบตัวตั้งแต่อกเสื้อถึงช่วงสะโพกลดหลั่นกันไปตามดีไซน์
แต่งหน้า ต้องให้ดูสว่างหน่อย ทาครีมบำรุงรอบดวงตาแล้วตามด้วย concealer ใต้ตา แล้วก็ใช้แปรงปัดแป้งสีอ่อนที่ใต้ตาก่อนจะใช้แป้งสีเนื้อธรรมชาติปัดทั่วใบหน้าและลำคอ แปรงคิ้วให้เข้ารูป เขียนหางคิ้วซะหน่อยด้วยพู่กันแบบบางจุ่มน้ำแล้วมาแตะ eye shadow สีน้ำตาลเข้ม แล้วก็วาดจากกลางคิ้วไปสร้างปลายคิ้วแหลมโค้งอย่างที่ฉันเห็นว่าสวย เอาแปรงเกลี่ยๆ หัวคิ้วอีกนิดให้กลมกลืนกัน จากนั้นก็ทาไฮไลท์ที่โหนกคิ้วและหัวตาก่อนจะลง eye shadow กันน้ำทั่วเปลือกตา ตามด้วยสีเข้มที่หางตาวาดขึ้นตามรอยพับไปเจอส่วนกลางคิ้วแบ่งสีไฮไลท์กับสีน้ำตาลอ่อนที่ทาไว้แล้ว เกลี่ยให้สีกลืนกัน จากนั้นก็เอาพู่กันจุ่ม eye liner แบบครีม วาดที่ขอบตาบนเป็นเส้นจากปลายตาเรียวเล็กลงมาเกือบไม่เห็นที่หัวตา ถึงคราวดัดขนตาแล้ว ดัดในสุดใกล้เปลือกตา แล้วค่อยๆ ดัดขยับ ดัดขยับ ทำให้ได้ขนตาที่งอน ไม่ใช่หักขึ้นเป็นนางกวักยกมือ ตบท้ายปัดขนตาสีน้ำตาลเข้ม จบแล้วสำหรับตา
เอาที่ปัดแก้มมาหมุนๆ บริเวณข้างจมูกวนขึ้นไปถึงโหนกแก้มแล้วปัดหมุนลงมาด้านข้างทำเงาให้หน้ายาวขึ้น สุดท้ายทาปากสีแดงแจ๊ดเข้ากับชุด ตุ้มหูทองยาวนิ้วนิดๆ ผมบ๊อบแสกกลางพรางหน้ากลมของฉัน
การแต่งหน้าก็คือการทำให้จุดเด่น เด่นขึ้นไปอีก แล้วก็ไม่เน้นจุดด้อย เมื่อจุดเด่น เด่นออกมาอย่างชัดเจน มันก็เหมือนเป็นภาพลวงตาที่ทำให้คนไม่เห็นจุดอื่นๆ
รองเท้าก็แดงนะเธอ มีดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองแดงน่ารักเชียว กระเป๋าถือใบจิ๋วสีดำแต่จุชะมัด ฉีดน้ำหอมจากขวดรูปแอปเปิ้ลสีแดง สามสี่ที พร้อมตะลุยราตรีอินเรดแล้วเรา
วันนี้ร้องเพลงมันทุกแนว เริ่มจาก ฝันไปรึเปล่า คูณสามซูเปอร์แก๊งค์ ต่อด้วย เราคงต้องเป็นแฟนกัน และเหงา...เข้าใจ จบยุครื่นเริงไปแจม ขอจันทร์ แล้วก็ร้องเพลงคู่ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ก่อนที่ระบายอารมณ์เก็บกดด้วยเพลงของป้ากมลา Live & Learn พี่ปุ๊ หนึ่งเดียวคนนี้ กลกามแห่งความรัก
เผามันเข้าไป ....จะชั่วจะดี จะชี้ยังไง ขึ้นอยู่กับใจ ใครคิดไปเอง ฉันเป็นฉันเลือก เลือกทางฉันเอง ชีวิตเหมือนเพลงบรรเลงผิดคีย์ จะจบด้วย เพลงสุดท้ายของป้าสุดา ชื่นบานซะหน่อย แต่วันนี้ร้องมากไปแล้ว ต้องสละให้โต๊ะอื่นบ้าง เพราะหัวปิงปองมาเยือนแล้ว
เฮ้อ!
โล่ง ได้แหกปาก เจอหน้าผู้คน ตะโกนร้อง โยกตัวไปมา แล้วฉันก็ขับรถกลับคอนโดอย่างสบายใจ
กลับมาชื่นชมตู้และเก็บผ้าที่ซักไว้ จากนั้นก็มาจุ้มปุกเขียนบล๊อกนี่แหละ
ชอบตัวเองจัง ชอบที่ต่อตู้เอง ซักผ้ารีดผ้า แล้วก็ไปเฉิดฉายร้องเพลง
คนก็เห็นฉันแต่ตอนแต่งตัวเดินกรีดกรายละน้า ก่อนกลับพี่คนสวยใจดีเอานามบัตรที่คนทำฝากไว้ให้ เดินกลับไปที่ร้านอีกครั้ง แจกนามบัตรน้องๆ และคนทำท่าอยากได้อีกหนึ่งคน แล้วฉันก็เดินกระหยิ่มยิ้มย่องไปที่รถ ขับรถอมยิ้มจนถึงคอนโด
อ่านตำแหน่งแล้วก็ขำ อะไรๆ ที่มันขึ้นต้นด้วย จีๆ เอ็มๆ ก็ไอ้ทำตั้งแต่ขนของยันเจรจากับหัวทองนั่นแหละ
เพื่อนหัวทองฉันรำพึงคำว่า...(ชื่อเรื่อง) ตอนที่ฉันเล่าเรื่องตู้ให้ฟังนั่นแหละ
ยัง ยัง ของยังไม่มาสุ่ง ตู้ใหม่นี่ใหม่จริงๆ ใหม่วันนี้ ซื้อวันนี้ ประกอบวันนี้ โดยคนๆ เดียวกัน
ใครล่ะ
ก็ฉันนะสิ!!
ฉันเคยซื้อแต่กล่องสำเร็จรูปมาต่อกันเป็นตู้ แล้วก็เคยพ่นสีชั้นวางรองเท้า หรืออาจจะเอาน๊อตใส่ชั้นสแตนเลสวางของกระจุกกระจิก แต่ไม่เคย ไม่เคยต่อตู้ที่มีลิ้นชักด้วยตัวเอง
ตู้ใบนี้ถูกใจจริงๆ ตั้งแต่แรกเห็น เป็นตู้ใบเดียวที่เป็นสีโอ๊คเข้มและมีบานประตูและลิ้นชักขาว ตู้ใบอื่นๆ เป็นสีไม้เนื้ออ่อนทั้งหมด แล้วก็ตู้ที่ว่ามีแค่สองตู้ ตู้ที่ประกอบแล้วกับยังไม่ได้ประกอบ ฉันก็ได้ตู้นั้นมาในราคา 1,590 บาท ทั้งถูกใจและถูกเงิน
แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่สร้างความสุขให้กับฉันเท่ากับเวลาตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสามทุ่มที่ทุ่มเทต่อตู้ที่ว่า จนอยากจะเบี้ยวนัดไปคาราโอเกะกับพี่คนสวยใจดี
คือว่า...
ของที่ราคาประหยัด ก็อาจมีเจาะรูขาด เจาะไม่ตรงบ้าง อันนี้พอทำใจได้ โชคดีที่ฉันซื้อสกรูไฟฟ้าแบบใส่ถ่านเอาไว้ติดโน่นติดนี่เล็กๆ น้อยๆ ก็เลยได้เจาะได้ทุบกันพอเหงื่อท่วมตัว
เริ่มต้นจากฐานที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมและมีไม้อีกแผ่นยึดตรงกลาง พอประกอบเสร็จแล้วก็หน้าตาเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมสองอันติดกัน ดูมันง่ายๆ และตู้น๊อคดาวน์ก็น่าจะใส่ๆ หมุนๆ แค่ต้องออกแรงหน่อย แต่หาใช่ไม่ อันนี้ดิฉันเช็คแล้วเช็คอีก รูมันถูกเจาะผิดที่อะ ทำไงล่ะทีนี้ เอาวะ ค่อยๆ เจาะไป เอาอันใหญ่เจาะ เจาะไม่เข้า สลับเป็นอันเล็ก เออ ดูเข้าท่าหน่อย แล้วฉันก็เจาะแบบคว้านๆ หมุนไปรอบๆ ให้รูมันใหญ่ขึ้น จากนั้นก็ตามด้วยสกรูอันใหญ่ เจาะเป่า เจาะเป่า อยู่สามสี่ครั้ง เศษขี้เลื่อยที่หลุดออกมาก็ทำห้องเลอะอีกตามเคย แต่ฉันก็ประกอบฐานเสร็จในที่สุด
คราวนี้ก็ต้องยึดกับพื้นตู้ คือประมาณว่าเขาให้ต่อจากก้นแล้วก็เอาก้นที่ยึดกับพื้นตู้มาต่อกับตู้ที่คว่ำหน้าอยู่อีกทีหนึ่ง ขัดน๊อตเสร็จเรียบร้อย มาดูขั้นต่อไป อ้าว ฉันลืมเอาผนังตู้ปิด กลายเป็นตู้กลวงโบ๋ ทำไงล่ะ คลายสกรู เอาพื้นตู้ออก เสียบผนังตู้ไปในร่องที่เซาะไว้แล้ว จากนั้นก็ปิดกลับเหมือนเดิม คราวนี้ประกอบลิ้นชัก ง่ายแล้ว มันก็เหมือนๆ กับตู้นั่นแหละแต่เล็กกว่า เริ่มคล่อง แล้วลิ้นชักสองอันก็เสร็จเรียบร้อย
ตอนนี้ต้องใช้แรง พลิกตู้กลับให้ก้นอยู่ติดพื้น เอาลิ้นชักที่ติดรางล้อสอดเข้าไปในช่องล้อเลื่อนตามคู่ของมัน เสร็จไปครึ่งตู้ อีกฝั่งเป็นตู้บานเปิด ข้างในมีไม้ขั้นเป็นสองชั้น น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ฉันก็เสียบหมุดสี่จุดก่อนที่จะสอดแผ่นไม้เข้าไป อ้าว เข้าไปได้อะ ด้านหน้าตู้ตรงกลางมีไม้ยื่นมาทำให้สอดไม้ที่แบ่งชั้นเข้าไปไม่ได้ ทำไงละทีนี้ ถอดสกรูออก มันต้องเอาออกทั้งฝาบนเลยอะ ก็โอเค ยังไงก็ต้องทำ สอดไม้ไปแล้วก็ปิดฝาบนอีกครั้ง คราวนี้จุดสุดท้าย ประตูตู้ มีจุดยึดสองจุด เห็นมีปั้มเป็นรูกลมๆ อยู่สองรู พอดีกับบานพับตู้เลย ใส่ลงไปพอดี แต่มันต้องขันน๊อตด้วยน่ะ คราวนี้ ไม่มีจุดอะไรให้เลย ฉันต้องเจาะบนไม้เนื้อแข็งเอาวะ ทำแบบเดิม นิ้วเจ็บแล้วนะเนี่ย ฆ้อนก็ทุบไปหลายจุดให้ตัวยึดมันตอกลงไปในเนื้อไม้ให้มิด
โชคดีที่ไม่ได้แข็งอย่างที่คิด และก็นับเป็นบุญของฉันอย่างยิ่งที่ซื้อสกรูไฟฟ้านี้มา ไม่แค่นั้น ด้วยความที่ชอบสำรองอะไรเอาไว้ไม่ให้ขาด ฉันก็มีถ่าน AA 4 ก้อนสำหรับเปลี่ยนถ่านเก่าที่ใกล้จะหมดแล้ว บานพับที่ต้องเจาะรูและไขให้แน่น ไม่เช่นนั้น ฝาตู้จะเบี้ยวลง ฉันก็ขันแล้วขันอีกทั้งที่ตัวตู้และที่ฝา เล่นซะสกรูไฟฟ้าไขไม่ไป ต้องใช้แรงหญิงเหล็กคนนี้เนี่ยแหละ
ตู้สำเร็จเสร็จสิ้นสมใจ
ระหว่างนั้นมีคนโทรหาสองราย นิสัยชั่วร้าย กะจะเบี้ยวเต็มที่ พอถามว่าสามทุ่มแล้วอยู่ที่ไหน ยังจะไปรึเปล่า ได้คำตอบว่า ไปแหะ โอ ด้วยความขี้เกียจสุดฤทธิ์ แต่ไปทั้งๆ อย่างงี้ไม่ได้แน่ ขี้เลื่อยเปื้อนเต็ม แถมหน้ายังกะทาน้ำมันมา
โอเค เจอกันสี่ทุ่ม ขออาบน้ำ ทำความสะอาดห้องและจัดตู้เข้าที่ก่อน
แล้วฉันก็เนรมิตตัวเอง (เหมือนๆ กับที่จัดการกับแผ่นไม้จนประกอบเป็นตู้นั่นแหละ ไม่มีใครทำให้ก็ต้องทำเองเนอะ เอ พูดเหมือนน้อยใจนา) วันนี้วันอาทิตย์ต้องชุดแดงสายเดี่ยวประดับด้วยลูกไม้เป็นเส้นสีดำเป็นแผงยาวรอบตัวตั้งแต่อกเสื้อถึงช่วงสะโพกลดหลั่นกันไปตามดีไซน์
แต่งหน้า ต้องให้ดูสว่างหน่อย ทาครีมบำรุงรอบดวงตาแล้วตามด้วย concealer ใต้ตา แล้วก็ใช้แปรงปัดแป้งสีอ่อนที่ใต้ตาก่อนจะใช้แป้งสีเนื้อธรรมชาติปัดทั่วใบหน้าและลำคอ แปรงคิ้วให้เข้ารูป เขียนหางคิ้วซะหน่อยด้วยพู่กันแบบบางจุ่มน้ำแล้วมาแตะ eye shadow สีน้ำตาลเข้ม แล้วก็วาดจากกลางคิ้วไปสร้างปลายคิ้วแหลมโค้งอย่างที่ฉันเห็นว่าสวย เอาแปรงเกลี่ยๆ หัวคิ้วอีกนิดให้กลมกลืนกัน จากนั้นก็ทาไฮไลท์ที่โหนกคิ้วและหัวตาก่อนจะลง eye shadow กันน้ำทั่วเปลือกตา ตามด้วยสีเข้มที่หางตาวาดขึ้นตามรอยพับไปเจอส่วนกลางคิ้วแบ่งสีไฮไลท์กับสีน้ำตาลอ่อนที่ทาไว้แล้ว เกลี่ยให้สีกลืนกัน จากนั้นก็เอาพู่กันจุ่ม eye liner แบบครีม วาดที่ขอบตาบนเป็นเส้นจากปลายตาเรียวเล็กลงมาเกือบไม่เห็นที่หัวตา ถึงคราวดัดขนตาแล้ว ดัดในสุดใกล้เปลือกตา แล้วค่อยๆ ดัดขยับ ดัดขยับ ทำให้ได้ขนตาที่งอน ไม่ใช่หักขึ้นเป็นนางกวักยกมือ ตบท้ายปัดขนตาสีน้ำตาลเข้ม จบแล้วสำหรับตา
เอาที่ปัดแก้มมาหมุนๆ บริเวณข้างจมูกวนขึ้นไปถึงโหนกแก้มแล้วปัดหมุนลงมาด้านข้างทำเงาให้หน้ายาวขึ้น สุดท้ายทาปากสีแดงแจ๊ดเข้ากับชุด ตุ้มหูทองยาวนิ้วนิดๆ ผมบ๊อบแสกกลางพรางหน้ากลมของฉัน
การแต่งหน้าก็คือการทำให้จุดเด่น เด่นขึ้นไปอีก แล้วก็ไม่เน้นจุดด้อย เมื่อจุดเด่น เด่นออกมาอย่างชัดเจน มันก็เหมือนเป็นภาพลวงตาที่ทำให้คนไม่เห็นจุดอื่นๆ
รองเท้าก็แดงนะเธอ มีดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองแดงน่ารักเชียว กระเป๋าถือใบจิ๋วสีดำแต่จุชะมัด ฉีดน้ำหอมจากขวดรูปแอปเปิ้ลสีแดง สามสี่ที พร้อมตะลุยราตรีอินเรดแล้วเรา
วันนี้ร้องเพลงมันทุกแนว เริ่มจาก ฝันไปรึเปล่า คูณสามซูเปอร์แก๊งค์ ต่อด้วย เราคงต้องเป็นแฟนกัน และเหงา...เข้าใจ จบยุครื่นเริงไปแจม ขอจันทร์ แล้วก็ร้องเพลงคู่ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ก่อนที่ระบายอารมณ์เก็บกดด้วยเพลงของป้ากมลา Live & Learn พี่ปุ๊ หนึ่งเดียวคนนี้ กลกามแห่งความรัก
เผามันเข้าไป ....จะชั่วจะดี จะชี้ยังไง ขึ้นอยู่กับใจ ใครคิดไปเอง ฉันเป็นฉันเลือก เลือกทางฉันเอง ชีวิตเหมือนเพลงบรรเลงผิดคีย์ จะจบด้วย เพลงสุดท้ายของป้าสุดา ชื่นบานซะหน่อย แต่วันนี้ร้องมากไปแล้ว ต้องสละให้โต๊ะอื่นบ้าง เพราะหัวปิงปองมาเยือนแล้ว
เฮ้อ!
โล่ง ได้แหกปาก เจอหน้าผู้คน ตะโกนร้อง โยกตัวไปมา แล้วฉันก็ขับรถกลับคอนโดอย่างสบายใจ
กลับมาชื่นชมตู้และเก็บผ้าที่ซักไว้ จากนั้นก็มาจุ้มปุกเขียนบล๊อกนี่แหละ
ชอบตัวเองจัง ชอบที่ต่อตู้เอง ซักผ้ารีดผ้า แล้วก็ไปเฉิดฉายร้องเพลง
คนก็เห็นฉันแต่ตอนแต่งตัวเดินกรีดกรายละน้า ก่อนกลับพี่คนสวยใจดีเอานามบัตรที่คนทำฝากไว้ให้ เดินกลับไปที่ร้านอีกครั้ง แจกนามบัตรน้องๆ และคนทำท่าอยากได้อีกหนึ่งคน แล้วฉันก็เดินกระหยิ่มยิ้มย่องไปที่รถ ขับรถอมยิ้มจนถึงคอนโด
อ่านตำแหน่งแล้วก็ขำ อะไรๆ ที่มันขึ้นต้นด้วย จีๆ เอ็มๆ ก็ไอ้ทำตั้งแต่ขนของยันเจรจากับหัวทองนั่นแหละ
เพื่อนหัวทองฉันรำพึงคำว่า...(ชื่อเรื่อง) ตอนที่ฉันเล่าเรื่องตู้ให้ฟังนั่นแหละ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น