วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
สิ่งที่แว่บ
ฉันควรจะนอนมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่พอนึกได้ว่าน่าจะทำอะไรบ้างก็เลยทำให้มันเสร็จๆ ไปซะ จะได้ไม่กังวลและไม่ลืม เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ ฉันควรจะทำอะไรกับรถที่สตาร์ทไม่ติดเสียที เอ หรือจะมีโชเฟอร์ใส่เสื้อสีฟ้าสักวันสองวันดี
ความคิดสารพัดผุดแว่บเข้ามาระหว่างทำงานนั้นงานนี้ บางอย่างมาบ่อยจัง แล้วฉันก็นึกทางออก หรือคำตอบให้กับคำถามเสร็จสรรพ แล้วก็ย้อนนึกไปถึงคำพูดของบางคนว่า "อย่าตีความ" แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังให้โอวาสตอนฉันไปที่วัดเขาแผงม้าว่า "ไม่ต้องไปตีความอะไรทั้งนั้น เราตี เค้าก็ตี ตีกันไปกันมา ปวดหัวเปล่าๆ" อาจจะเป็นประมาณว่า ถ้าซื่อบื้อแล้วมีความสุข ก็เป็นซะ ไม่ดีกว่าหรือ
กลัวอีกแล้ว กลัวว่าสิ่งที่ฉันทำจะมีผลกระทบต่อคนอื่น บางครั้งฉันไม่ได้คาดหวังว่าคนอื่นจะต้องเป็นยัยบ้าอย่างฉันหรอกนะ แต่การกระทำของฉันบางครั้งมันก็เป็นการขู่บังคับชาวบ้านเขาทางอ้อม เพราะคนทั่วไปเขาใช้วิธีนี้กันไง ถ้าใครใช้มาตรฐานที่คนอื่นทำกันกับฉันก็จะเครียดมิใช่น้อย ฉันคุยกับพี่อยู่คนนึง ซึ่งเป็นคนพูดตรงๆ อย่างฉันนั่นแหละ ด้วยความที่มนุษย์ทั้งโลกเขาไม่พูดกันตรงๆ การพูดตรงของฉันจึงถูกตีความเหมือนกับคนอื่นๆ ถ้าคนทั่วไปพูด 70% ของสิ่งที่รู้สึกหรือหมายถึง ถ้าเป็นฉันพูด ฉันก็จะพูด 100% เลยแล้วก็จบแค่นั้น แต่อย่างที่บอก ถ้าฉันพูด 100% แต่คนใช้มาตรฐานของคนอื่นกับฉัน เขาก็จะเข้าใจว่าความจริงคือ 130% สรุปแล้วคนที่ทำอะไรตรงไปตรงมาต้องปรับให้เข้ากับคนที่ทำอะไรไม่ตรงใช่มั้ยเนี่ย หรือว่าฉันต้องแสดงให้คนอื่นๆ รู้ว่า แตกต่าง เขาถึงจะใช้มาตรฐานอื่นกับฉัน แต่มันก็ยากละนะ เพราะเวลาที่ฉันไม่พูดอะไรเลย ไม่ได้แปลว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ได้มีตัวตนหรือไม่ได้มีความหมาย คนทั่วไปอาจจะเลือกพูดถึงซัก 70% เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ฉันเลือกจะไม่พูดถึงเลย เพราะฉะนั้น คราวนี้ 0% ของฉันคือ 100% ฉันทำให้คนอื่นไม่เข้าใจเอง ทำไงได้ ก้มหน้ายอมรับซะนะแม่ณัฐพัดชา
ตามันค้างแล้วอะ ทำยังไงจะหลับละเนี่ย อ้อ หลับไม่ได้ เดี๋ยวจะมีคนเอาของมาส่ง อาบน้ำซะเลยเป็นไง
ความคิดสารพัดผุดแว่บเข้ามาระหว่างทำงานนั้นงานนี้ บางอย่างมาบ่อยจัง แล้วฉันก็นึกทางออก หรือคำตอบให้กับคำถามเสร็จสรรพ แล้วก็ย้อนนึกไปถึงคำพูดของบางคนว่า "อย่าตีความ" แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังให้โอวาสตอนฉันไปที่วัดเขาแผงม้าว่า "ไม่ต้องไปตีความอะไรทั้งนั้น เราตี เค้าก็ตี ตีกันไปกันมา ปวดหัวเปล่าๆ" อาจจะเป็นประมาณว่า ถ้าซื่อบื้อแล้วมีความสุข ก็เป็นซะ ไม่ดีกว่าหรือ
กลัวอีกแล้ว กลัวว่าสิ่งที่ฉันทำจะมีผลกระทบต่อคนอื่น บางครั้งฉันไม่ได้คาดหวังว่าคนอื่นจะต้องเป็นยัยบ้าอย่างฉันหรอกนะ แต่การกระทำของฉันบางครั้งมันก็เป็นการขู่บังคับชาวบ้านเขาทางอ้อม เพราะคนทั่วไปเขาใช้วิธีนี้กันไง ถ้าใครใช้มาตรฐานที่คนอื่นทำกันกับฉันก็จะเครียดมิใช่น้อย ฉันคุยกับพี่อยู่คนนึง ซึ่งเป็นคนพูดตรงๆ อย่างฉันนั่นแหละ ด้วยความที่มนุษย์ทั้งโลกเขาไม่พูดกันตรงๆ การพูดตรงของฉันจึงถูกตีความเหมือนกับคนอื่นๆ ถ้าคนทั่วไปพูด 70% ของสิ่งที่รู้สึกหรือหมายถึง ถ้าเป็นฉันพูด ฉันก็จะพูด 100% เลยแล้วก็จบแค่นั้น แต่อย่างที่บอก ถ้าฉันพูด 100% แต่คนใช้มาตรฐานของคนอื่นกับฉัน เขาก็จะเข้าใจว่าความจริงคือ 130% สรุปแล้วคนที่ทำอะไรตรงไปตรงมาต้องปรับให้เข้ากับคนที่ทำอะไรไม่ตรงใช่มั้ยเนี่ย หรือว่าฉันต้องแสดงให้คนอื่นๆ รู้ว่า แตกต่าง เขาถึงจะใช้มาตรฐานอื่นกับฉัน แต่มันก็ยากละนะ เพราะเวลาที่ฉันไม่พูดอะไรเลย ไม่ได้แปลว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ได้มีตัวตนหรือไม่ได้มีความหมาย คนทั่วไปอาจจะเลือกพูดถึงซัก 70% เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ฉันเลือกจะไม่พูดถึงเลย เพราะฉะนั้น คราวนี้ 0% ของฉันคือ 100% ฉันทำให้คนอื่นไม่เข้าใจเอง ทำไงได้ ก้มหน้ายอมรับซะนะแม่ณัฐพัดชา
ตามันค้างแล้วอะ ทำยังไงจะหลับละเนี่ย อ้อ หลับไม่ได้ เดี๋ยวจะมีคนเอาของมาส่ง อาบน้ำซะเลยเป็นไง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น